ร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ โอกาสมี แต่กว่าจะรอดไม่ง่าย! เปิดต้นทุน–รายได้จากเจ้าของร้านจริง
จากเงินลงทุนหลักหมื่นดอลลาร์ สู่รายได้เกือบ 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน เปิดเบื้องหลังร้านอาหารไทยในสิงคโปร์
ตลาดอาหารไทยในสิงคโปร์ยังมีโอกาส แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้ว กว่าจะเปิดร้านและเดินธุรกิจได้ไม่ง่าย เพราะต้องรับมือทั้งต้นทุนลงทุน ค่าวัตถุดิบ และค่าขนส่ง โดยนางสาวลลิตา ข่าขันมะลี เจ้าของร้านอาการไทย ท่าสยาม ในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ทำธุรกิจร้านอาหารไทยในสิงคโปร์มานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันมีร้านอาหารไทย 2 สาขา และร้านท่าสยามหมูกระทะ 1 สาขา โดยรายได้ของแต่ละสาขาอยู่ที่เกือบ 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือเกือบ 2 ล้านบาท และสาขาย่านออร์ชาร์ดมีรายได้สูงกว่าสาขาอื่น
สำหรับต้นทุนการเปิดร้าน หากเป็นร้านขนาดเล็กและตกแต่งไม่มาก อาจเริ่มต้นที่ระดับ หลักหมื่นดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ร้านขนาดใหญ่ที่มีการตกแต่งมาก อาจใช้เงินลงทุนเกือบ 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
แต่โจทย์สำคัญของการทำร้านอาหารในสิงคโปร์ไม่ได้มีแค่เงินลงทุน เพราะวัตถุดิบจากไทยต้องเจอกับต้นทุนการขนส่ง โดยบางครั้งค่าขนส่งอาจสูงใกล้เคียงกับต้นทุนสินค้า ทำให้การบริหารระบบชิปปิ้งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำกำไร
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นางสาวลลิตา เข้าร่วมกิจกรรม Business Matching ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพราะต้องการหาวัตถุดิบไทยที่มีคุณภาพและเหมาะกับการนำไปใช้ในร้าน โดยสินค้าที่สนใจมากที่สุดคือ มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งที่ผ่านมา ร้านเคยสั่งน้ำมะพร้าวจากแหล่งอื่น แต่พบปัญหาระหว่างการเก็บรักษา โดยมีจุดสีดำคล้ายเชื้อราปรากฏบนสินค้า ครั้งนี้จึงต้องการทดลองสินค้าจากผู้ประกอบการไทยก่อน ทั้งเรื่องอุณหภูมิและการเก็บรักษา หากคุณภาพผ่านเกณฑ์ จึงมีโอกาสสั่งซื้อในปริมาณมากและกลับมาเจรจาราคาอีกครั้ง
“ตั้งใจมาดูน้ำมะพร้าวโดยเฉพาะเลยค่ะ ถ้าคุณภาพโอเค ก็มีโอกาสสั่งเยอะ แล้วค่อยคุยราคากันอีกที”
นอกจากมะพร้าวน้ำหอม ยังสนใจหัวไชโป๊ ทับทิมสยาม และส้มโอ โดยมองว่าสินค้าที่มีเครื่องหมาย GI ช่วยเพิ่มความมั่นใจเรื่องแหล่งที่มาและคุณภาพ
สำหรับตลาดร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ นางสาวลลิตา ระบุว่า ลูกค้ายังให้ความนิยมอาหารไทย โดยเมนูขายดีของร้าน ได้แก่ กะเพรา ผัดไทย และต้มยำ ขณะที่ร้านหมูกระทะมีจุดขายเรื่องน้ำจิ้มและการใช้เตาถ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างหาได้ยากในสิงคโปร์
ลูกค้าของร้านมีทั้งชาวสิงคโปร์และคนไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน และร้านเน้นรสชาติแบบไทยดั้งเดิม ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าสิงคโปร์ได้ ขณะที่ ยอดขายโดยรวมยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน
ขณะเดียวกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กำลังผลักดันสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ โดยได้นำผู้ประกอบการ GI ไทย 6 ราย ได้แก่ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน ไชโป้วโพธาราม มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และทุเรียนป่าละอู เจรจากับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้ประกอบการสิงคโปร์ 15 ราย คาดว่า จะสร้างมูลค่าการซื้อขายและคำสั่งซื้อทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท
โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และสามารถเป็น “สปริงบอร์ด” ให้สินค้าไทยไปต่อยังตลาดอื่นได้ ผ่านเครือข่ายของผู้นำเข้าและเทรดเดอร์
ทั้งนี้ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 200 รายการ ประมาณ 90% เป็นสินค้าเกษตร และมีมูลค่าตลาดประมาณ 117,000 ล้านบาท การเปิดตลาดสิงคโปร์ครั้งนี้จึงเป็นอีกช่องทางในการผลักดันสินค้า GI จากของดีประจำถิ่น ให้เข้าไปอยู่ในตลาดพรีเมียมและ Supply Chain ของธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB